มิติสิ่งแวดล้อม
เข้าถึงได้
บริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมภายในองค์กร วางแผนการดำเนินงานและจัดเก็บข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการดำเนินธุรกิจของบริษัท (Reducing Environmental Footprint) รวมถึงมีการกำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีการควบคุมลดผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจที่อาจส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือการลดของเสียและขยะ เป็นต้น สนับสนุนให้พนักงานมีส่วนร่วมในการจัดการสิ่งแวดล้อมภายในองค์กร รวมถึงการสร้างความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจเพื่อปรับตัวให้พร้อมรับมือกับบริบทของการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม (Environmental Business Resilience)
ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ให้ความสำคัญกับการบูรณาการแนวปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมเข้ากับทั้งกระบวนการผลิต การจัดการคลังสินค้า และการจำหน่ายสินค้าผ่านเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ รวมถึงผู้มีส่วนได้เสียตลอดห่วงโซ่คุณค่า
ปัจจุบัน ความต้องการใช้ทรัพยากรธรรมชาติมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร ส่งผลให้เกิดผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
บริษัท ซันเวนดิ้ง เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) (“SVT”) ตระหนักถึงความสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพ มุ่งเน้นดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินงาน ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจ ชุมชน และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
ที่ดี
ความหลากหลายทางชีวภาพเป็นประเด็นที่มีผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อบริษัท แม้กิจกรรมหลักของบริษัทจะเน้นการกระจายสินค้า แต่การดำเนินธุรกิจและห่วงโซ่อุปทานของบริษัทนั้น อาจส่งผลกระทบต่อทั้งระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ บริษัทจึงได้จัดให้มีระบบการบริหารจัดการทางด้านความหลากหลายทางชีวภาพ โดยมุ่งเน้นไปที่การลดผลกระทบเชิงลบจากการดำเนินธุรกิจของบริษัทที่มีต่อธรรมชาติ และเพิ่มผลกระทบเชิงบวกผ่านการดำเนินโครงการด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัท เช่น “กิจกรรม CSR สนับสนุนนาข้าวลดโลกร้อน” เป็นโครงการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง ซึ่งมุ่งส่งเสริมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการเกษตร ควบคู่กับการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และสนับสนุนการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ บริษัทยังมุ่งมั่นในการพัฒนาระบบการบริหารจัดการทางด้านความหลากหลายทางชีวภาพภายในบริษัท เพื่อดําเนินธุรกิจและรักษาสมดุลของธรรมชาติอย่างมีความรับผิดชอบ พร้อมกับความสําคัญกับการฟื้นฟูอนุรักษ์ระบบนิเวศและปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพให้มีความสมบูรณ์ให้สอดคล้องตามหลักการที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากลต่อไป
- รายงานและเปิดเผยปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกพื้นที่ภายใต้การบริหารจัดการของบริษัทฯ 100%
- คำนวณปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของบริษัทฯ ในพื้นที่ที่บริษัทฯ มีอำนาจในการควบคุมการบริหาร
- เพิ่มประสิทธิภาพและบริหารจัดการกระบวนการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพเพื่อลดการใช้ทรัพยากรและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ในปี 2568 บริษัทสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมได้ 529 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือคิดเป็นร้อยละ 8.24 เมื่อเทียบกับปี 2567 สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการพลังงานและการ ดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร
| 2567 | 2568 | |
|---|---|---|
| ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวม (ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า) |
6,421.00 | 5,892.00 |
| การปล่อยก๊าซเรือนกระจก - ขอบเขตที่ 1 (ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า) |
4,133.00 | 3,854.00 |
| การปล่อยก๊าซเรือนกระจก - ขอบเขตที่ 2 (ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า) |
1,604.00 | 1,424.00 |
| การปล่อยก๊าซเรือนกระจก - ขอบเขตที่ 3 (ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า) |
684.00 | 614.00 |
ข้อมูลนี้ได้รับการรับรองจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก(อบก.) แล้ว
บริษัทตระหนักถึงความสำคัญของการดำเนินธุรกิจที่สนับสนุนการมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Low-carbon Society) จึงมุ่งมั่นที่จะลดผลกระทบเชิงลบที่อาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศผ่านกิจกรรมต่างๆ อาทิ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยการใช้สารทำความเย็นในเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติชนิดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และการลดการใช้พลังงานในการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจ โดยมีรายละเอียดดังนี้
การใช้สารทำความเย็นชนิดที่ลดผลกระทบต่อภาวะโลกร้อน
บริษัทตระหนักปัญหาเกี่ยวกับก๊าซเรือนกระจกจึงได้เริ่มดำเนินการปรับเปลี่ยนตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติจากเดิมที่ใช้สารทำความเย็นชนิดR 12 และ R 22 ซึ่งมีค่าศักยภาพในการทำให้เกิดภาวะโลกร้อนประมาณ 10,900 และ 1,810 เท่าตามลำดับ มาเป็นสารทำความเย็นชนิด R134a ซึ่งมีค่า GWP ลดลงเหลือประมาณ 1,430 เท่า นับเป็นก้าวแรกในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินธุรกิจ
นอกจากนี้ บริษัทได้เริ่มนำตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติรุ่นใหม่ที่ใช้สารทำความเย็นทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น ได้แก่ R 600a, R 1234yf และ R 290 ซึ่งมีค่าศักยภาพในการทำให้เกิดภาวะโลกร้อนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เหลือประมาณ 3 และน้อยกว่า < 1 เท่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดวงจรการใช้งานของตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติและสอดคล้องกับแนวโน้มมาตรฐานสากลด้านสิ่งแวดล้อม
บริษัทมีเป้าหมายในการเพิ่มสัดส่วนการใช้ตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติที่ใช้สารทำความเย็นที่มีค่า GWP ต่ำอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพด้านพลังงาน การบำรุงรักษาระบบทำความเย็นอย่างเหมาะสม และการควบคุมการรั่วไหลของสารทำความเย็น เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน และมีส่วนร่วมในการลดผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนในระยะยาว
การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการลดการใช้พลังงาน
นอกเหนือจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากสารทำความเย็น แนวปฏิบัติด้านการจัดการด้านพลังงานยังเป็นอีกกลไกสำคัญที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมีมาตรการที่สำคัญอันประกอบไปด้วย การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การลดการใช้พลังงานในเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ การลดการใช้พลังงานในการขนส่ง และการลดการใช้พลังงานในโรงงานประกอบเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ
นอกจากนี้ บริษัทฯยุติการใช้สารทำความเย็นที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น น้ำยาทำความเย็น R 22 และยกเลิกการสั่งซื้อสารทำความเย็น R 22 อย่างถาวรแล้วในปี 2567
ทั้งนี้บริษัทฯ จัดให้มีการทวนสอบข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในรอบการรายงานข้อมูลของปี 2568 และบริษัทอยู่ในระหว่างการวางแผนเพื่อที่จะกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขต 1 และ 2 ในอนาคตอีกด้วย
บริษัทฯ ตระหนักถึงความสำคัญของการลดการใช้พลังงานและใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด และสร้างความตระหนักรู้กับผู้มีส่วนได้เสียในเรื่องของการอนุรักษ์พลังงาน ทั้งนี้บริษัทฯ ได้ใช้มาตรการที่หลากหลายเพื่อตอบสนองต่อการจัดการพลังงานที่ยั่งยืน
- ลดอัตราการบริโภคน้ำมันของรถ 1 คัน ลดลง 5% ภายใน 3 ปี (2568-2570)
- เปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) สำหรับยานพาหนะขององค์กรไม่น้อยกว่า 5 คัน ภายใน 3 ปี (2568-2570)
- ลดปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าของโรงงาน สำนักงาน และสาขา ลดลง 10% ภายใน 3 ปี (2568-2570)
- ลดค่าซ่อมบำรุงรถยนต์ลง 5% ภายใน 3 ปี (2568-2570)
- ลดการใช้กระดาษ (Paperless) ภายในองค์กร ภายใน 3 ปี (2569-2571)
- ส่งเสริมในการอนุรักษ์พลังงานให้แก่พนักงาน
- ใช้พลังจากไฟฟ้าที่ผลิตจาก Solar Rooftop เพื่อลดค่าใช้จ่ายและก๊าซเรือนกระจก
- ศึกษาเทคโนโลยีที่ช่วยประหยัดพลังงานมากขึ้น เพื่อนำมาปรับใช้ในการดำเนินงานของบริษัทฯ
การใช้พลังงานไฟฟ้า
| 2567 | 2568 | |
|---|---|---|
| ปริมาณการซื้อไฟฟ้ามาใช้ (กิโลวัตต์-ชั่วโมง) | 3,207,019.14 | 3,000,334.71 |
| ปริมาณการซื้อหรือผลิตไฟฟ้ามาใช้จากแหล่งพลังงานทดแทน (กิโลวัตต์-ชั่วโมง) | 283,215.33 | 275,631.00 |
| ปริมาณการใช้ไฟฟ้ารวม (กิโลวัตต์-ชั่วโมง) | 3,490,234.47 | 3,275,965.71 |
การใช้เชื้อเพลิง
| 2567 | 2568 | |
|---|---|---|
| น้ำมันดีเซล (ลิตร) | 1,142,572.45 | 1,146,666.40 |
| น้ำมันเบนซิน (ลิตร) | 48,104.08 | 46,646.48 |
| ก๊าซหุงต้ม (กิโลกรัม) | 90.00 | 30.00 |
| NGV (กิโลกรัม) | 15,073.49 | 1,076.65 |
ในปี 2568 บริษัทมีการใช้พลังงานไฟฟ้ารวม 3,275,965.71 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ลดลงจากปี 2567 ประมาณ 6.14% ซึ่งสะท้อนถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการและการใช้พลังงานไฟฟ้าของบริษัทที่ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ บริษัทมีการใช้เชื้อเพลิงรวม 1,194,419.53 ลดลงจากปี 2567 ซึ่งมีการใช้เชื้อเพลิงรวม 1,205,840.02 คิดเป็นการลดลงประมาณ 0.95% แสดงให้เห็นถึงการบริหารจัดการด้านพลังงานของบริษัทฯ ที่มีประสิทธิภาพมากและมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน
การเพิ่มประสิทธิภาพ/การลดการใช้พลังงานในเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ
บริษัทฯ มีความมุ่งมั่นที่จะก้าวไปสู่การเป็นผู้นำในการเพิ่มสัดส่วนการใช้งานเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติชนิดประหยัดพลังงาน ซึ่งปัจจุบันบริษัทฯ เป็นตัวแทนจำหน่ายเครื่องจำหน่ายสินค้ายี่ห้อ TCN ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องจำหน่ายสินค้าใหญ่รายใหญ่ของประเทศจีนที่มีความเชี่ยวชาญทั้งในด้านการออกแบบ การพัฒนาและการผลิตเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติที่มีคุณภาพสูงที่มีจุดเด่นด้านความคงทนและประหยัดพลังงาน นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้จัดหาเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติรุ่นใหม่ๆ และเป็นแบรนด์ชั้นนำจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยทั้งนี้ เครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติดังกล่าวมีคุณลักษณะสำคัญด้านการอนุรักษ์พลังงานที่โดดเด่น คือการพัฒนาระบบทำความเย็นประสิทธิภาพสูงขึ้นเพื่อใช้เฉพาะกับเครื่องจำหน่ายสินค้า ซึ่งเป็น Compressor ที่ใช้พลังงานต่ำเมื่อเทียบกับตู้เย็นตู้ที่มีระบบทำความเย็นอื่นๆ หรือแม้แต่ในเครื่องจำหน่ายสินค้าด้วยกันเอง
การลดการใช้พลังงานในการขนส่ง
บริษัทฯ ตระหนักดีถึงกิจกรรมในการดำเนินธุรกิจที่ใช้พลังงานสูงอันเกิดจากการใช้เชื้อเพลิงในการขนส่ง ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของการกระจายสินค้าเพื่อบริโภคหรือการขนส่งตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติเพื่อการติดตั้งและซ่อมบำรุง ด้วยเหตุนี้บริษัทจึงได้กำหนดแนวทางการลดการใช้พลังงาน โดยมุ่งพัฒนาระบบอัจฉริยะ (Smart system) ของเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติให้สามารถรับส่งข้อมูลการขาย ข้อมูลการโหลดสินค้า เพื่อให้มีการบริหารจัดการระบบคลังสินค้าและระบบโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้บริษัทยังส่งเสริมให้มีการหมุนเวียนชิ้นส่วนในการซ่อมบำรุงที่แต่ละสาขากลับมาใช้ประโยชน์สูงสุด เพื่อลดการขนส่งตู้กลับมาซ่อมบำรุงที่โรงงานซึ่งเป็นการช่วยลดพลังงานในการขนส่งอีกทางหนึ่ง
การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในอาคารสำนักงาน
บริษัทฯ ดำเนินการในการนำเทคโนโลยีประหยัดพลังงานต่างๆ มาประยุกต์ใช้ในองค์กรมากขึ้น เช่น การติดตั้งระบบปรับอากาศที่มีประสิทธิภาพสูงมีการควบคุมการปิดเปิดอัตโนมัติ ติดตั้งระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อใช้กับระบบแสงสว่างภายในอาคาร และส่งเสริมกิจกรรมอนุรักษ์พลังงานจากการกำหนดช่วงเวลาปิดการใช้ไฟฟ้าในเวลาพักกลางวันของพนักงานรวมทั้งติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจาก พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Rooftop) เพื่อใช้ภายในสำนักงานใหญ่ ซึ่งช่วยสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด ลดการพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าจากภายนอก และสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของบริษัท
การเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทน
บริษัทฯ นำรถยนต์ไฟฟ้า(EV)มาใช้ในการดำเนินงาน จำนวน 2 คัน เพื่อทดแทนการใช้รถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมด้านการขนส่งของบริษัท การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นแนวทางหนึ่งในการสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด และเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืนของบริษัท นอกจากนี้ยังมีการรณรงค์ลดการใช้ทรัพยากร เช่น ลดการใช้กระดาษ การติดสื่อ เช่น ป้าย ปิดไฟเมื่อไม่ใช้งาน เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของบริษัทและลดการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน
บริษัทตระหนักและให้ความสำคัญต่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการใช้น้ำของบริษัทจำกัดอยู่เฉพาะเพื่อการอุปโภคบริโภคภายในอาคารสำนักงาน โรงงาน และคลังสินค้าเท่านั้น ทั้งนี้ บริษัทไม่มีการใช้น้ำในกระบวนการผลิตแต่อย่างใด
อย่างไรก็ดี บริษัทตระหนักว่าทรัพยากรน้ำเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สนับสนุนการดำเนินธุรกิจในทุกพื้นที่ที่บริษัทประกอบกิจการ จึงได้กำหนดแนวทางส่งเสริมและรณรงค์การใช้น้ำอย่างประหยัดและคุ้มค่าอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม ลดการสูญเสียโดยไม่จำเป็น และสนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน
- ภายในปี 2570 ปริมาณการใช้น้ำลดลง 20% จากปีฐาน
- ส่งเสริมการรณรงค์ให้ผู้บริหาร พนักงานภายในบริษัทใช้น้ำอย่างประหยัดและรู้คุณค่า ลดการใช้น้ำเกินความจำเป็น
- ตรวจวัดสอบระบบท่อประปาภายในอาคารอย่างสม่ำเสมอ
- ลดปริมาณลดการใช้กระดาษ (Paperless) 20% ภายในองค์กร 3 ปี (2569-2571)
การลดของเสียจากตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ
เนื่องจากธุรกิจของบริษัทมีความเกี่ยวข้องกับอุปกรณ์หรือชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก จึงอาจมีอุปกรณ์หรือชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เหลือใช้จากตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติทั้งจากขั้นตอนการผลิตและการซ่อมบำรุง บริษัทจึงให้ความสำคัญกับการนำอุปกรณ์หรือชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยนำชิ้นส่วนที่คงสภาพสมบูรณ์มาหมุนเวียนใช้งานและเป็นอะไหล่ซ่อมแซม โดยบริษัทมีความเชี่ยวชาญในการปรับปรุงสภาพและประกอบให้การทำงานของเครื่องให้มีประสิทธิภาพ สามารถยืดระยะเวลาการใช้งานให้ยาวนานยิ่งขึ้น นอกจากนี้ บริษัทยังมีการฝึกอบรมให้แต่ละสาขาสามารถแก้ไขการทำงานของเครื่องหากมีปัญหาได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องส่งกลับโรงงานอีกด้วย
การจัดการขยะอุตสาหกรรม
ในส่วนของขยะอุตสาหกรรมจากกระบวนการผลิตที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้นั้น บริษัทมุ่งเน้นปฏิบัติตามข้อบังคับใช้มาตรการการกำจัดที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสอดคล้องกับกฎหมายและแนวปฏิบัติของกรมโรงงานอุตสาหกรรมอย่างเคร่งครัด ในปัจจุบัน บริษัทว่าจ้างผู้ให้บริการที่มีความเชี่ยวชาญในการกำจัดขยะอุตสาหกรรมแบบครบวงจร คือ บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) เพื่อนำขยะจำพวกทินเนอร์ปนเปื้อนสี ใยแก้ว หลอดไฟ พลาสติก และอื่นๆ ออกจากโรงงานไปกำจัดอย่างถูกต้องตามมาตรฐาน โดยมีปริมาณที่ส่งจำกัดในปี 2568 ดังนี้
| ลำดับ | ขยะอุตสาหกรรม | ปริมาณ (กิโลกรัม) |
|---|---|---|
| 1 | ใยแก้ว | 3,630 |
| 2 | เศษพลาสติก | 0 |
| 3 | ไม้พาเลท | 140 |
| 4 | หลอดไฟ | 450 |
| 5 | ทินเนอร์ปนเปื้อนสี | 1,900 |
| 6 | ฝุ่นสี | 230 |
| 7 | เศษไม้ (ประมาณการ) | 216 |
| 8 | ขยะทั่วไป (ประมาณการ) | 2,900 |
| รวม | 9,466 |
การจัดการมลพิษทางอากาศ
บริษัทให้ความสำคัญต่อการควบคุมมลพิษทางอากาศตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดเพื่อสนับสนุนหลักอาชีวอนามัยและความปลอดภัยของสภาพแวดล้อมในการทำงานและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม บริษัท ตระหนักถึงมลพิษที่อาจเกิดจากกระบวนการผลิตของบริษัท อันได้แก่ สารเคมีจากกระบวนการพ่นสีฝุ่น สีตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ ด้วยเหตุนี้ บริษัทได้กำหนดแนวปฏิบัติในการควบคุมและตรวจมลพิษทางอากาศเป็นประจำทุกปี ตามมารตรฐานเรื่องขีดจำกัดความเข้มข้นของสารเคมีอัตรายตามประกาศกรมสวิสดิการและการคุ้มครองแรงงาน (พ.ศ. 2560)
ในปี 2568 บริษัทฯ ได้ทำการตรวจวัดมลพิษทางอากาศประจำปี ซึ่งเป็นสารเคมีที่อาจเกิดจากระบวนการพ่นสีตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ โดยจำแนกประเภทการตรวจเป็น 2 ประเภท ดังนี้
- การตรวจในพื้นที่การทำงาน รวมทั้งหมด 6 รายการ ได้แก่ ตะกั่ว เบนซีน โทลูอีน สไตรีน ทองแดง และฝุ่นละอองรวมและฝุ่นละอองที่มีอนุภาคขนาดเล็ก
- การตรวจจากปล่องที่ปล่อยออกภายนอก รวมทั้งหมด 4 รายการ ได้แก่
- ฝุ่นละอองรวม
- ไซลีน
- บิวทิลอะซีเตท และ
- โพรพิลีน ไกลคอล
ทั้งนี้การตรวจวัดประเมินผลถูกดำเนินการโดย บริษัท เซฟตี้ เวิร์ด กรีน จำกัด และพบว่าผลการตรวจวัดทั้งหมดอยู่ในค่าควบคุมและผ่านเกณฑ์มาตรฐาน รวมถึงไม่พบข้อร้องเรียนด้านมลพิษทางอากาศแต่อย่างใด
การคัดแยกขยะให้ถูกวิธี
บริษัท ตระหนักถึงผลกระทบที่รุนแรงของปัญหาขยะต่อสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศโลก ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะโลกร้อนและความแปรปรวนของสภาพอากาศที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น การจัดการขยะอย่างถูกวิธีจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสร้างความยั่งยืนให้กับสิ่งแวดล้อม
บริษัท จึงให้ความสำคัญกับการคัดแยกขยะ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการลดปริมาณขยะที่ถูกฝังกลบ ส่งเสริมการนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการย่อยสลายของขยะ นอกจากนี้ การคัดแยกขยะยังช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุที่สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้อีกด้วย
ลดการใช้กระดาษภายในองค์กร
ในปี 2568 บริษัทได้ดำเนินมาตรการลดการใช้กระดาษภายในองค์กร เพื่อส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีการรณรงค์ให้พนักงานพิมพ์เอกสารแบบสองหน้า นำกระดาษที่ใช้แล้วกลับมาใช้ซ้ำในงานที่เหมาะสม จัดเก็บเอกสารในรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ และส่งข้อมูลผ่านช่องทาง Social Media แทนการใช้เอกสารกระดาษ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังส่งเสริมให้ใช้การพิมพ์แบบ ขาว-ดำแทนการใช้หมึกสี และตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลก่อนการพิมพ์ เพื่อลดการใช้กระดาษและทรัพยากรที่ไม่จำเป็น
จากการดำเนินมาตรการลดการใช้กระดาษภายในองค์กร ส่งผลให้พนักงานเกิดความตระหนักในการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และมีส่วนร่วมในการลดปริมาณการใช้กระดาษของบริษัทอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อเปรียบเทียบข้อมูลการใช้กระดาษ พบว่า ในปี 2567 บริษัทมีการใช้กระดาษจำนวน 3,590 รีม ขณะที่ปี 2568 มีการใช้กระดาษจำนวน 3,335 รีม ลดลงจำนวน 255 รีม หรือคิดเป็นประมาณ 7.10% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งสะท้อนถึงประสิทธิผลของมาตรการบริหารจัดการทรัพยากรภายในองค์กร และสนับสนุนการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของบริษัทฯ
บริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการขยะอย่างเป็นระบบ ถูกต้องตามหลักวิชาการและเป็นไปตามกฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง โดยมีการกำหนดแนวทางในการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทางอย่างชัดเจน แยกตามประเภทของขยะ เช่น ขยะทั่วไป ขยะรีไซเคิล ขยะอันตราย และขยะอินทรีย์ เพื่อให้สามารถจัดการและกำจัดได้อย่างเหมาะสม ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเพิ่มประสิทธิภาพในการนำทรัพยากรกลับมาใช้ประโยชน์
นอกจากนี้ บริษัทได้ส่งเสริมให้พนักงานทุกระดับมีส่วนร่วมในการคัดแยกและลดปริมาณขยะ พร้อมทั้งกำหนดขั้นตอนการรวบรวม ขนย้าย และกำจัดขยะโดยผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาตและมีมาตรฐาน เพื่อให้มั่นใจว่าการจัดการขยะเป็นไปอย่างปลอดภัย โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ ทั้งนี้ บริษัทมุ่งหวังให้การบริหารจัดการขยะเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบและยั่งยืน